พุ่งเป้าประเด็น “วิกฤติความอ่อนแอ ภายใน” สาเหตุแท้จริง ที่ “ทุนจีนเทา” ฆ่าไม่ตาย...อย่าหลอกตัวเองว่าเรากำลังสู้กับ “อาชญากรรมข้ามชาติ” เท่านั้น ปัญหาที่แท้จริงคือความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของประเทศไทยเองที่เปิดประตูต้อนรับเงินสกปรกอย่างเต็มใจ ใช่หรือเปล่า?

“ทุนจีนเทา” จึงไม่ใช่ผู้ร้ายที่แข็งแกร่ง แต่เป็นเชื้อโรคที่เติบโตได้ดีในร่างที่อ่อนแอ แน่นอนว่ายิ่งร่างกายเราอ่อนแอมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ภารกิจกวาดล้างทำลายเชื้อร้ายเป็น “งานสุดหิน” ยิ่งขึ้นเท่านั้น

ผู้สันทัดกรณีแวดวงความสัมพันธ์ไทย-จีน วิเคราะห์ว่า 3 เสาหลักที่ทำให้ภารกิจกวาดล้างเป็นงานสุดหินยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเต็มไปด้วยอุปสรรคทางโครงสร้าง เริ่มจาก เสาหลักที่ 1...ระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งราก นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทุนสีเทา “ฆ่าไม่ตาย” ในสังคมไทย

“ประเทศไทยยังคงมีระบบอุปถัมภ์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งทุนจีนเทาใช้เป็นสะพานเชื่อมสู่การกระทำผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ระบบนี้เปิดโอกาสให้มีการจ่ายส่วยหรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อแลกกับการคุ้มครองและการมองไม่เห็นของเจ้าหน้าที่รัฐบางราย...หรือไม่?”

ต่อเนื่องไปถึงความอ่อนแอกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลในหน่วยงานรัฐ...มีความอ่อนแอและไม่เป็นอิสระเพียงพอ ทำให้การเอาผิดกับผู้มีอำนาจระดับสูงที่เกี่ยวข้องทำได้ยากลำบาก...หรือเปล่า?

เสาหลักที่ 2...ช่องโหว่ทางกฎหมายและนอมินี เป็นความยากลำบากในการปราบปรามที่สองคือการที่กฎหมายไทยยังคงมี “รูรั่ว” ที่ใหญ่พอให้ทุนสีเทาเดินลอดได้อย่างสบายใจ

“ช่องโหว่ทางกฎหมายที่ง่ายต่อการจัดตั้งและยากต่อการพิสูจน์เจตนา แม้จะรู้ว่าเป็นเพียงตัวแทนรับจ้าง แต่การหาหลักฐานการเงินเพื่อพิสูจน์ว่าเงินลงทุนที่แท้จริงมาจากต่างชาติเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรสูง”

...

อีกทั้งการกำกับดูแลที่ตามไม่ทันโลก...การเติบโตของธุรกิจออนไลน์ คริปโตเคอร์เรนซี และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทำให้การฟอกเงินมีความซับซ้อน...รวดเร็วขึ้นอย่างมาก ในขณะที่กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการบังคับใช้ ยังคงตามไม่ทันความก้าวหน้าของอาชญากร

เสาหลักที่ 3...ความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งมิติที่ส่งผลทางอ้อมคือ สภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ภายในประเทศ...เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจไม่ทั่วถึง...รายได้ต่ำ การรับจ้างเป็น “นอมินี” หรือการรับเงินสินบนจากกลุ่มทุนจีนเทา จึงกลายเป็น “ทางลัด” ที่ดึงดูด

ในภาพใหญ่...ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประเทศไทยมีความพึ่งพาทุนและการท่องเที่ยวจากต่างชาติสูง ทำให้รัฐบาลบางชุดมีแนวโน้มที่จะ “หยวนๆ” ให้กับธุรกิจที่ไม่ขาวสะอาด เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าประเทศ? ซึ่งก็อาจเปิดช่องให้ทุนสีเทาฉวยโอกาสนี้แทรกตัวเข้ามาได้...

มิติปัญหาที่ซับซ้อน...วันนี้ได้ยกระดับความซับซ้อนไปไกลกว่าที่คิดไว้มากเช่นนี้ มาตรการย้อนเกล็ดล้างบาง...“ทุนจีนสีเทา” ที่เป็นวาระแห่งชาติจึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่า...ทำได้จริงหรือ?

การกวาดล้างและสกัดกั้นการแทรกซึมของ “ทุนธุรกิจจีนสีเทา” ทุกคนรู้ดีว่าต้องทำ แต่การดำเนินการกลับเต็มไปด้วย

เงื่อนปมที่ขวางทาง จนกลายเป็นคำถามใหญ่ว่าง่ายหรือยากอย่างไร?

คำตอบจากแหล่งข่าวระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินดูเหมือนจะสะท้อนตรงกันว่า “ทำได้...แต่ยากสุดๆ”

เพราะการปราบปรามนี้คือการต่อสู้กับ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ตัวบุคคล”

ความซับซ้อนเงื่อนแรกการต่อสู้กับ “คนใน”...มะเร็งร้ายในเครื่องแบบนี่คือสาเหตุที่ทำให้ภารกิจนี้เป็น “ภารกิจฆ่าไม่ตาย” ความยากที่สุดในการสกัดทุนจีนเทาไม่ใช่การจับกุมตัวอาชญากรจีนแต่คือการตัดหางปล่อยวัดเครือข่ายคนใหญ่บางส่วนบางคน...ที่ทำหน้าที่เป็น “เกราะกำบัง” และ “ประตูต้อนรับ”

“เงินสินบนหรือส่วยที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่บางคนคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของทุนจีนเทา เพราะมันซื้อการมองไม่เห็นของกฎหมายได้...จริงหรือเปล่า?”

ตัดตอนช่องโหว่...เงื่อนปมที่ 2 “นอมินี” ปัญหานี้คือความซับซ้อนทางกฎหมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงมากกว่าปฏิบัติตาม การจัดตั้งบริษัทนอมินีใช้คนไทยเข้ามาถือหุ้นแทนอาจจะทำได้ง่าย แต่...การตรวจสอบว่าเงินที่ใช้มาจากไหน หรือคนไทยที่ถือหุ้นเป็นเพียงตัวแทนที่ได้ค่าจ้างหรือไม่นั้นยากสุดๆ

เพราะ...ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่และหลักฐานทางการเงินที่ต้องสืบย้อนหลายชั้น

เงื่อนปมสุดท้าย...“เทา–ขาว” ผสมกลมกลืนแยกยาก

นั่นก็คือการที่กลุ่มทุนเหล่านี้ได้แปลงร่างและนำเงินสกปรกไปลงทุนในธุรกิจที่ถูกกฎหมายจนกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น อสังหาริมทรัพย์หรู โรงแรม หรือภัตตาคารขนาดใหญ่...เมื่อเงินสกปรก (สีเทา) ถูกนำไปผสมผสานในธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย (สีขาว) จนเกิดเป็นสีเทาอ่อน....

“การเข้าไปยึดทรัพย์หรือดำเนินคดีจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด เพราะอาจกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ หรือเกิดข้อพิพาททางกฎหมายยาวนานที่ทำให้การยึดทรัพย์ไม่มีประสิทธิภาพ”

ทางรอด “ประเทศไทย” ต้องกล้าผ่าตัดตัวเอง คำถามว่าทำได้หรือไม่? คำตอบคือทำได้ แต่ต้องแลกมาด้วยการ “ผ่าตัดใหญ่” ภายใน นับหนึ่งกำจัด “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ต้องมีนโยบายไร้ความอดทนต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและเอาผิดอย่างรุนแรงไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่แค่ไหน

เพราะ...นี่คือการแก้ปัญหาจาก "ต้นตอ" ต่อด้วยการอุดรูรั่ว “นอมินี”...“ตรวจสอบและยึดทรัพย์” ที่มาของเงินได้รวดเร็วและเด็ดขาดกว่าเดิม พร้อมๆกับร่วมมือกับจีนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมของจีนโดยตรง เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและอาชญากรข้ามแดน

...

ตั้งเป้า เฝ้ารอความหวัง...ภารกิจผ่าตัดใหญ่ ย้อนเกล็ดสกัด "ทุนจีนเทา.


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม